Banner_Aboutus
You are here:Home/เกี่ยวกับเรา/สาส์นผู้บริหาร/สาส์นผู้บริหาร

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2558 เป็นอีกหนึ่งปีที่ท้าทายสำหรับกลุ่มบริษัททีพีไอโพลีน เนื่องด้วยเศรษฐกิจในปี 2558 ฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป อุปสงค์ภาคเอกชนที่อ่อนแอกว่าคาด ในขณะที่ความเสี่ยงจากปัจจัยด้านลบภายนอกประเทศ ได้แก่ ความผันผวนของตลาดการเงินโลก การชะลอลงของเศรษฐกิจในประเทศพัฒนาแล้ว และเศรษฐกิจในประเทศตลาดเกิดใหม่ ได้ส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดียังมีปัจจัยด้านบวกมาจากการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกที่ได้รับผลดีมากกว่าที่คาดไว้จากราคาน้ำมันที่ลดลงมาก ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2558 ขยายตัวได้ในระดับหนึ่ง และด้วยความร่วมมือร่วมใจของผู้บริหารและพนักงานทุกคนในการปฏิบัติหน้าที่ให้ลุล่วงด้วยดี จึงส่งผลให้บริษัทสามารถดำเนินงานตามแผนธุรกิจที่ได้กำหนดไว้

ผลการดำเนินงาน

ในปี 2558 บริษัทและบริษัทย่อย ดำเนินธุรกิจโดยมีรายได้รวมจำนวน 29,247 ล้านบาท  และกำไรสุทธิจำนวน  364 ล้านบาท  จากจำนวน 31,200 ล้านบาท และ 1,364 ล้านบาท ในปี 2557 ตามลำดับ

โครงการลงทุนต่างๆ แล้วเสร็จตามเป้าหมาย

โครงการต่างๆ ที่กลุ่มบริษัททีพีไอโพลีนได้ลงทุนในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประกอบด้วยโรงงานปูนซีเมนต์สายการผลิตที่ 4 โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel)  20 เมกะวัตต์  60 เมกกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง 30 เมกกะวัตต์ โรงงานไฟเบอร์ซีเมนต์ โรงงานปูนสำเร็จรูปโรงที่ 4 และโรงงานอิฐมวลเบา โดยสามารถดำเนินการผลิตในเชิงพาณิชย์แล้วในปัจจุบัน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

 ขายหุ้นกู้มูลค่ารวม 21,555 ล้านบาท ในปี 2558

ในปี 2558 บริษัทประสบความสำเร็จในการระดมทุนโดยการเสนอขายหุ้นกู้ มูลค่ารวม 21,555 ล้านบาท ประกอบด้วย หุ้นกู้มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท เสนอขายในเดือนมกราคม 2558  และ หุ้นกู้มูลค่ารวม 15,555 ล้านบาท เสนอขายในเดือนสิงหาคม 2558 โดยหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับเครดิต โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “BBB+” (Trilple B Plus) มีแนวโน้มอันดับเครดิตที่ระดับ “Stable” หรือ “คงที่”  ทั้งนี้ เงินทุนที่ระดมได้จากการเสนอขายหุ้นกู้ดังกล่าว บริษัทได้นำไปชำระหนี้เงินกู้โครงการการลงทุนต่างๆเป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่เหลือได้ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ และ รองรับการลงทุนของบริษัทในกลุ่มทีพีไอโพลีนในอนาคต

 ขายไฟฟ้า 18 เมกกะวัตต์ และ 55 เมกกะวัตต์  ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ในปี 2558 โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF กำลังการผลิต 20 เมกกะวัตต์ และ 60 เมกกะวัตต์ ของ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด สามารถขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยในเดือนมกราคม 2558 และสิงหาคม 2558 ตามลำดับ ภายใต้สัญญาซื้อไฟฟ้า ปริมาณ 18 เมกกะวัตต์ และ 55 เมกกะวัตต์ โดยหน่วยไฟฟ้าที่ขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับอัตราพิเศษ (Adder) เพิ่มขึ้นจากค่าไฟฟ้าปกติอีก 3.50 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 7 ปี ทั้งนี้โรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF ดังกล่าวได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  

เตรียมลงนามในสัญญาขายไฟฟ้า 90 เมกกะวัตต์

บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด ยังอยู่ระหว่างเตรียมการเพื่อลงนามในสัญญาซื้อไฟฟ้า 90 เมกกะวัตต์ (Power Purchase Agreement 90 เมกกะวัตต์) ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ทั้งนี้ บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด ได้รับหนังสือตอบรับซื้อไฟฟ้าปริมาณ 90 เมกกะวัตต์ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2557  โดยมีกำหนดระยะเวลาการขายไฟฟ้า ให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ประมาณต้นปี 2560 โดยหน่วยไฟฟ้าที่ขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับอัตราพิเศษ (Adder) เพิ่มขึ้นจากค่าไฟฟ้าปกติอีก 3.50 บาทต่อหน่วย เป็นระยะเวลา 7 ปี

ปัจจุบัน บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด ได้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง 30 เมกกะวัตต์ เรียบร้อยแล้ว โดยในช่วงแรกกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าแห่งนี้จะถูกนำไปขายให้บริษัท เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ก่อน โดยเมื่อโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิง RDF 70 เมกกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างแล้วเสร็จ ก็จะได้นำกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโรงไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งนี้ (ซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 100 เมกกะวัตต์) ขายให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ภายใต้สัญญาซื้อไฟฟ้า 90 เมกกะวัตต์ (Power Purchase Agreement 90 MW) ในช่วงประมาณต้นปี 2560 ทั้งนี้ โครงการโรงไฟฟ้า 2 โรงดังกล่าวได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน และการ Spin Off บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด

            เพื่อเป็นการลดภาระของบริษัทในการสนับสนุนด้านเงินทุนแก่ธุรกิจผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้า และเป็นการแยกโครงสร้างธุรกิจให้ชัดเจนยิ่งขึ้น บริษัทมีแผนการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ จำกัด ต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) และแผนการนำ บริษัท ทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (Spin Off) โดยจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เป็นจำนวนไม่เกินร้อยละ 30 ของจำนวนหุ้นตามทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ทั้งนี้ การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปดังกล่าวจะส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทในบริษัท ทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ จำกัด ลดลงจากร้อยละ 100 เป็นไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ของทุนจดทะเบียนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นดังกล่าว โดย บริษัท ทีพีไอโพลีน เพาเวอร์ จำกัด  จะยังคงมีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทเช่นเดิม ทั้งนี้การทำรายการดังกล่าว บริษัท จะต้องได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2559 ซึ่งจัดประชุมในวันที่ 29 เมษายน 2559

รางวัลแห่งความภูมิใจ

ในปี 2558 กลุ่มบริษัททีพีไอโพลีนได้รับรางวัลเกียรติยศทั้งในและต่างประเทศด้าน Corporate Social Responsibility  ด้าน Energy Awards และมาตรฐานโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการตระหนักถึงบทบาทที่ชัดเจนในความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) ด้วยการรักษาสมดุลระหว่างการมุ่งสู่การเป็นองค์กรที่เป็นเลิศทางธุรกิจ   การกำกับดูแลกิจการที่ดี การดูแลสังคม อุตสาหกรรม เกษตรกรรม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมระดับชาติ

ความสำเร็จของทีพีไอโพลีนในวันนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจของบริษัทคนไทยที่สามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างทัดเทียม ในนามของคณะกรรมการบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ขอขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม ที่ได้ร่วมสนับสนุน และให้ความไว้วางใจต่อบริษัทในกลุ่มทีพีไอโพลีนด้วยดีตลอดมา ทำให้กลุ่มบริษัททีพีไอโพลีนประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และเป็นพลังผลักดันให้ผู้บริหาร และพนักงานทุกคนร่วมกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการสร้างความมั่นคงให้แก่องค์กร สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศชาติ ดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างสมดุล สร้างความผาสุกให้แก่ชุมชน และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ประเทศไทย เพื่อความยั่งยืนต่อไป

 

นายวิสิทธิ์ น้อยพันธุ์
ประธานกรรมการ

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร