Banner_Aboutus

สารจากคณะกรรมการบริษัท

 “นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างเพื่อคุณภาพชีวิต ยกระดับสังคมคาร์บอนต่ำ ด้วยความรับผิดชอบและใส่ใจในทุกมิติ”

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ปี 2568 นับเป็นปีแห่งการพัฒนาโครงสร้างที่สำคัญของบริษัท ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างโลกที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ต้นทุนพลังงานที่ผันผวน และมาตรฐาน ESG ที่เข้มข้นขึ้น บริษัทได้วางรากฐานการลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งโดยยึดหลัก Technology – Products – Innovation (T-P-I) เพื่อปรับเปลี่ยนองค์กรให้ก้าวพ้นจากผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างดั้งเดิม สู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมสีเขียวและพลังงานสะอาดอย่างเต็มรูปแบบ

ยุทธศาสตร์การลงทุนสู่ความยั่งยืน

บริษัทตระหนักถึงความสำคัญของการปรับตัวท่ามกลางพลวัตของโลกธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์การลงทุน โดยสร้างสมดุลระหว่างความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม  ธรรมาภิบาลที่ดี และการสร้างผลตอบแทนทางธุรกิจที่ยั่งยืน โดยในช่วงกว่า 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดสรรเงินลงทุนในโครงการ ESG ซึ่งเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ที่มุ่งเน้นลดต้นทุนพลังงาน ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า ลดต้นทุนค่าขนส่ง เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มผลผลิต ใช้ทรัพยกรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าด้วยนโยบาย Zero Waste พร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่ ลดการปล่อย CO2 และลดฝุ่น PM2.5 เป็นต้น

โดยในปี 2569 นี้ บริษัทมีนโยบายลงทุนเพิ่มเติมในโครงการ Pyro-processing system เพื่อปรับปรุงเครื่องจักรโรงปูนซีเมนต์สายการผลิตที่ 1- 4 เพื่อลดการใช้พลังงานความร้อน (Heat Consumption) ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า (Power Consumption) เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพิ่มกำลังการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพิ่มอัตรากำไร เพิ่มความสามารถในการนำพลังงานความร้อนทิ้งกลับมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้แก่กลุ่มทีพีไอโพลีน และบริษัท ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทย่อย พร้อมกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้แก่การลดฝุ่น PM 2.5 และลดการปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิตปูนเม็ด และปูนไฮดรอลิคซีเมนต์ โดยภายหลังการลงทุนแล้วเสร็จประมาณต้นปี 2571 จะส่งผลให้การปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิตปูนเม็ดของบริษัทลดลงรวม 73 kg/ton clinker (จากปัจจุบันที่ระดับ 890 kg/ton clinker เป็น 817 kg/ton clinker) และจะทำให้การปล่อย CO2 ในกระบวนการผลิตไฮดรอลิคซีเมนต์ของบริษัทลดลงรวม 76 kg/ton hydraulic cement (จากปัจจุบันที่ระดับ 718 kg/ton hydraulic cement เป็น 642 kg/ton hydraulic cement) นอกจากนี้จะทำให้กลุ่มทีพีไอโพลีนสามารถนำความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์กลับมาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นเป้าหมายการลงทุนสู่ความยั่งยืนของกลุ่มทีพีไอโพลีน

  

ผลการดำเนินงานที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรก่อนหักต้นทุนทางการเงิน ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จำนวน 9,150 ล้านบาท (หลังหักสำรองค่าใช้จ่ายประมาณการหนี้สินค่าเสียหายจากคดีความ จำนวน 479 ล้านบาท) เทียบกับจำนวน 8,830 ล้านบาทในปี 2567 เพิ่มขึ้น 319 ล้านบาท

โดยบริษัทและบริษัทย่อย บันทึกกำไรสุทธิในปี 2568 จำนวน 2,673 ล้านบาท ประกอบด้วยกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 3,791 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายจากประมาณการหนี้สินค่าเสียหายจากคดีความ 479 ล้านบาท ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน 155 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 484 ล้านบาท  ขณะที่ในปี 2567 บริษัทมีกำไรสุทธิจำนวน 2,425 ล้านบาท ประกอบด้วย กำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติ 2,822 ล้านบาท กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน 88 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายภาษีเงินได้ 485 ล้านบาท

ผลกำไรจากการดำเนินธุรกิจปกติที่เพิ่มสูงขึ้นเกิดจากการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากโครงการลงทุน ESG ที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเริ่มสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม ส่งผลให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการทำกำไร ส่งผลให้กลุ่มทีพีไอโพลีนมีผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง 

นวัตกรรมกระบวนการผลิต และผลิตภัณฑ์สีเขียว

กลุ่มทีพีไอโพลีนได้ยกระดับกระบวนการผลิตสู่ความเป็นเลิศในทุกมิติ โดยยึดมั่นในพันธกิจระยะยาว เพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2586 (ค.ศ. 2043) โดยกลุ่มทีพีไอโพลีนได้บูรณาการแนวคิด Green Management ในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน ดังนี้

  1. Green Logistics & Mining: บริษัทได้เปลี่ยนระบบการขนส่งวัตถุดิบ และเครื่องจักรในเหมืองเป็นระบบไฟฟ้า รวมถึงติดตั้งระบบสายพานลำเลียงวัตถุดิบเป็นระบบไฟฟ้าแทนการใช้น้ำมัน มีการใช้รถโฟล์คลิฟท์ไฟฟ้าในคลังสินค้า และใช้งานรถบรรทุกไฟฟ้า (EV Trucks & Fleets) เพื่อขนส่งสินค้าให้แก่ลูกค้า ทำให้สามารถลดต้นทุนค่าขนส่ง ลดการปล่อย CO2 และลดฝุ่น PM 2.5
  2. Green Manufacturing: บริษัทได้ปรับปรุงเครื่องจักรโรงปูนซีเมนต์ เพื่อใช้เชื้อเพลิงขยะแทนถ่านหินที่ระดับเป้าหมาย 25% ลดการพึ่งพาถ่านหิน และมีการนำหินคลุก (ผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตหินก่อสร้าง) มาคัดแยก เพื่อส่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตทรายทอง และหินดินดาน นับเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการนำหินฝุ่นซึ่งเป็นผลพลอยได้มาใช้ในกระบวนการผลิตปูนเม็ด ทำให้สามารถผลิตปูนซีเมนต์ไฮดรอลิค ซึ่งเป็นปูนคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Cement) รวมถึงการลงทุนในโครงการ Pyro-processing system ในปี 2569 นี้ เพื่อลดต้นทุนการผลิต เพิ่มความสามารถในการนำความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์มาสร้างกระแสไฟฟ้า และลดการปล่อย CO2 และเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตปูนซีเมนต์ให้สูงขึ้น เป็นต้น
  3. Green Products: มุ่งเน้นการผลิตปูนเม็ดที่ลดการปล่อย CO2 ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ซึ่งลดสัดส่วนการใช้ปูนเม็ดลง ช่วยลดการปล่อย CO2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกและโครงการก่อสร้างภาครัฐและภาคเอกชนที่มุ่งเน้นมาตรฐานความยั่งยืน

นวัตกรรมที่ล้ำหน้ากว่าคู่แข่ง

กลุ่มธุรกิจ Specialty Polymers ของบริษัทใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่คู่แข่งเข้าถึงได้ยาก โดยมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Product) สะท้อนการเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งช่วยเปิดประตูสู่ตลาดระดับพรีเมียมที่คู่แข่งรายอื่นยากจะเลียนแบบได้ในระยะเวลาอันสั้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์ไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถูกพัฒนาผ่านงานวิจัยและมาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก เพื่อทดแทนการใช้ไม้และประหยัดพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทพร้อมสร้างการเติบโตที่มั่นคงควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งมอบคุณค่าที่ยั่งยืนให้แก่ทุกคน

ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยผลิตภัณฑ์ชีวะอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

                กลุ่มทีพีไอโพลีนตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขอนามัยที่ดีของคนไทย จึงมุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจเกษตรชีวะอินทรีย์ และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยแบ่งกลุ่มผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 ประเภทหลัก ดังนี้

  1. ผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรปลอดสารพิษ (Bio-Organic Agricultural Products): ประกอบด้วยปุ๋ยชีวะอินทรีย์ สารปรับปรุงสภาพดิน และสารกำจัดศัตรูพืชจากธรรมชาติ เพื่อการเพาะปลูกที่ปลอดภัย ปราศจากสารเคมีตกค้าง และทดแทนการใช้สารเคมีเกษตรที่เป็นอันตราย
  2. ผลิตภัณฑ์เพื่อปศุสัตว์และประมงปลอดสารพิษ (Bio-Livestock & Fishery Products): นวัตกรรมจุลินทรีย์ชีวภาพ (Probiotics) และสารต้านเชื้อไวรัส (Anti-Viral Agents) สำหรับสัตว์บกและสัตว์น้ำ เพื่อส่งเสริมสุขภาพสัตว์ให้แข็งแรงโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมี
  3. ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและสุขอนามัยชีวภาพ (Bio-Healthcare & Hygiene Products): ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่ดูแลสุขภาพทั้งภายนอกและภายใน ได้แก่:
  • กลุ่มอาหารเสริมและเครื่องดื่ม: เครื่องดื่มโพรไบโอติกผสมวิตามิน (Pro Vita) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกผสมแคลเซียมและวิตามินซี
  • กลุ่มดูแลช่องปาก: น้ำยาบ้วนปากไบโอน็อค (Bio Knox) ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและป้องกันเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย และยาอมบรรเทาอาการเจ็บคอชนิดเม็ด (Viknox Throat) ได้รับใบอนุญาตทะเบียนยา จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)
  • กลุ่มทำความสะอาดและของใช้ส่วนตัว: สบู่เหลวอาบน้ำ สบู่ล้างมือ น้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาขจัดคราบ และน้ำยาล้างผัก
  1. น้ำดื่มตราทีพีไอพีแอล (TPIPL Drinking Water): ผลิตน้ำดื่มสะอาดได้มาตรฐาน เพื่อส่งเสริมให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงน้ำดื่มคุณภาพดีในราคาที่เหมาะสม

เสนอขายหุ้นกู้มูลค่ารวม 18,900 ล้านบาท

ในรอบปี 2568 – ต้นปี 2569 ที่ผ่านมา บริษัทและบริษัทย่อย ได้ระดมทุนโดยการออกหุ้นกู้ มูลค่ารวมทั้งสิ้น 18,900  ล้านบาท (เป็นหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม 6,500 ล้านบาท) โดยหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับเครดิต โดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “BBB” แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable” ซึ่งการเสนอขายหุ้นกู้ของกลุ่มทีพีไอโพลีนได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วจากผู้ลงทุนด้วยดีมาโดยตลอด 

  

สร้างความมั่นคงในกระแสเงินสด สภาพคล่อง เพื่อความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ

            กลุ่มทีพีไอโพลีน ยึดมั่นในการรักษาเสถียรภาพและความมั่นคงทางการเงิน โดยกำหนดทิศทางการลงทุนในโครงการที่มีระยะเวลาคืนทุนประมาณ 3 - 5 ปี เพื่อควบคุมอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (Net Debt / EBITDA Ratio) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม  โดยมีการติดตามการบริหารสถานะทางการเงินอย่างใกล้ชิด ผ่านการจัดทำประมาณทางการเงิน (Financial Forecast) ล่วงหน้า ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้สามารถบริหารจัดการกระแสเงินสดสุทธิ และวางแผนทางการเงินได้อย่างรัดกุม ส่งเสริมด้วยความมีวินัยทางการเงินอย่างเคร่งครัด ทำให้กลุ่มทีพีไอโพลีนมีเสถียรภาพทางการเงิน มีความมั่นคงในกระแสเงินสด มีสภาพคล่องที่เพียงพอ และมีความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ เพื่อรองรับความผันผวนของสภาวะตลาดได้อย่างคล่องตัว

 

รางวัลเกียรติยศในรอบปี 2568

                ความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของกลุ่มทีพีไอโพลีน ได้รับการยอมรับในระดับสากลและระดับประเทศ โดยในปี 2568 บริษัทได้รับรางวัลเกียรติยศ อาทิ รางวัล The Global Economics Award 2025 สาขา Sustainable Cement Manufacturing (ความเป็นเลิศด้านการผลิตปูนซีเมนต์อย่างยั่งยืน) รางวัล 3G Excellence Award for Green Innovation 2025 จากสหราชอาณาจักร (สนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ) รางวัล Industrial Energy Efficiency Award – Thailand (โดดเด่นด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม) รางวัลอุตสาหกรรมสีเขียว (ระดับ 4)  รางวัล Green Mining (ประเภทเหมืองแร่สีเขียว) รางวัลความดีตอบแทนคุณแผ่นดิน รางวัลองค์กรจัดการสิ่งแวดล้อมดีเด่น รางวัลองค์กรดีเด่นแห่งปี และได้รับการประเมินการการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ระดับ "ดีมาก" (4 ดาว) เป็นต้น 

นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าเป็นสมาชิก United Nations Global Compact (UNGC) อย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนขององค์กร โดยเป็นแพลตฟอร์มด้านความยั่งยืนของภาคเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งครอบคลุมหลักการพื้นฐาน 10 ประการ ในด้านสิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริตซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ในระดับสากลต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบ ช่วยสร้างความไว้วางใจให้กับลูกค้า พนักงาน และนักลงทุน โดยเฉพาะในตลาดที่มีความตระหนักด้าน ESG สูง เช่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ บริษัทเชื่อมั่นว่า การวางรากฐานที่แข็งแกร่งด้านนวัตกรรมและสิ่งแวดล้อม ใส่ใจสังคมในทุกมิติ รวมถึงการมีธรรมาภิบาลที่ดี จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจของกลุ่มทีพีไอโพลีนให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้ถือหุ้น สังคม และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอขอบคุณผู้ถือหุ้น นักลงทุน สถาบันการเงิน พันธมิตรทางธุรกิจ พนักงานและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกท่าน ที่เชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความสำเร็จของกลุ่มทีพีไอโพลีนในวันนี้ ซึ่งจะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

ขอแสดงความนับถือ

 

นายขันธ์ชัย วิจักขณะประธานกรรมการและกรรมการอิสระ

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร